ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก
islaminthailand | ต่อยอดความคิด นำชีวิตด้วยอิสลาม

Secondary links

  • หน้าหลัก
  • อัลกุรอาน
  • อัซซุนนะฮฺ(หะดีษ)
  • หมวดหมู่
  • ประวัตินบี
  • เชคริฎอ
  • عربي
Image views
มารยาทในการซิกรุลลอฮฺ (สู่อีมานที่มั่นคง 75)

21
ดุอาอฺ...วาระสำคัญสำคัญของผู้ศรัทธา (สู่อีมานที่มั่นคง 84)

พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพทั้งหลายครับ อัสสลามุอลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุฮฺ

การวิงวอน การขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้นเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่สำหรับบรรดาผู้ศรัทธา เป็นการทำอิบาดะฮฺที่สำคัญมากในชีวิตมุอ์มิน และเป็นคำบัญชาของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่สั่งไว้สำหรับบ่าวของพระองค์ทุกคนให้ทำหน้าที่ในการวิงวอน ในการแสดงความต้องการต่อพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ในอัลกุรอานว่า

وَقَالَ رَبُّكُمُ ادْعُونِي أَسْتَجِبْ لَكُمْ ۚ ... ‎﴿٦٠ ﴾‏
ความว่า “และพระเจ้าของพวกเจ้าตรัสว่า จงวิงวอนขอต่อข่า ข้าจะตอบรับแก่พวกเจ้า...” (ส่วนหนึ่งของอายะฮฺที่ 60 ซูเราะฮฺฆอฟิร)

และอีกอายะฮฺหนึ่งอัลลอฮฺทรงกล่าวว่า

وَإِذَا سَأَلَكَ عِبَادِي عَنِّي فَإِنِّي قَرِيبٌ ۖ أُجِيبُ دَعْوَةَ الدَّاعِ إِذَا دَعَانِ ۖ ... ‎﴿١٨٦ ﴾‏
ความว่า “และเมื่อบ่าวของข้าถามเจ้าถึงข้าแล้วก็ (จงตอบเถิดว่า) แท้จริงนั้นอยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของผู้ที่วิงวอน เมื่อเขาวิงวอนต่อข้า...” (ส่วนหนึ่งของอายะฮฺที่ 182 ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ”

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้ยืนยันถึงความสำคัญในการวิงวอนขอดุอาอฺ ในการเรียกร้อง ในการที่บ่าวของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา จะยืนยันในลักษณะความต้องการ ลักษณะของมนุษย์ที่ยากจนต่ออัลลอฮฺ มนุษย์ที่ขัดสนที่ต้องการความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้า

ในการบันทึกของอิมามอะห์มัดและบรรดาเจ้าของสุนัน คืออบูดาวูด ติรมิซี อันนะซาอีและอิบนุมาญะฮฺ ได้บันทึกไว้จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งท่านกล่าวว่า

الدعاء هو العبادة
ความว่า “แท้จริงการขอดุอาอฺนั้นนั่นคือการทำอิบาดะฮฺ”

ก็หมายถึงว่าเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ วัตถุประสงค์ของการทำอิบาดะฮฺคือการวิงวอน การที่บ่าวของอัลลอฮฺนั้นจะขอจากอัลลอฮฺ จะเรียกร้องพระองค์

และในหะดีษอีกบทหนึ่งซึ่งบันทึกโดยอิมามอัลหากิมในหนังสืออัลมุสตัดร็อก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า

أفضل العبادة الدعاء
ความว่า “ทำอิบาดะฮฺที่ประเสริฐที่สุดคือการดุอาอฺ”

อิบาดะฮฺที่ดีเลิศที่สุดคือการวิงวอนต่ออัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา นอกจากนั้นไม่มีอิบาดะฮฺที่อัลลอฮฺทรงโปรดให้บ่าวของพระองค์นั้นปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีอิบาดะฮฺที่มีเกียรติยศ ไม่มีอิบาดะฮฺที่มีศักดิ์ศรี ไม่มีอิบาดะฮฺที่มีความสำคัญ ไม่มีอิบาดะฮฺที่มีความยิ่งใหญ่มากกว่าการขอดุอาอฺ การวิงวอนต่ออัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา

จึงมีหะดีษที่บันทึกโดยอิมามอะห์มัด อัตติรมิซี และอัลหากิม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

ليس شيء أكرم على الله تعالى من الدعاء
ความว่า “ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะมีเกียรติ ณ อัลลอฮฺ ตะอาลา มากไปกว่าดุอาอฺ”

พระผู้อภิบาลของเรายังได้ยืนยันว่าเมื่อเรายกมือวิงวอนขอต่อพระองค์นั้นจะมีกำไรที่จะได้รับอย่างแน่นอนนั่นคือการตอบรับดุอาอฺของเรา เมื่อเราได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จะทำให้ดุอาอฺของเรานั้นมุสตะญาบ เป็นดุอาอฺที่อัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตอบรับ
ในหะดีษที่บันทึกโดยอิมามอะห์มัดและอบูดาวูด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้ว่า

ان ربكم حييّ كريم يستحيي من عبده اذا رفع يديه اليه ان يردهما صفرا خائبتين
ความว่า “แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าเป็นผู้ทรงละอายและใจบุญยิ่ง เมื่อบ่าวคนหนึ่งของพระองค์ได้ยกมือทั้งสองของเขาขึ้น (เพื่อวิงวอน) ต่อพระองค์ พระองค์จะทรงละอายที่จะปล่อยให้มือทั้งสองนั้นต้องขาดทุน (ด้วยการไม่ตอบรับดุอาอฺ)”

เป็นการยืนยันจากอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ว่าเมื่อบ่าวของพระองค์ได้ทำหน้าที่ในการขอพร ขอดุอาอฺจากอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะตอบรับอย่างแน่นอนตราบใดที่บ่าวของพระองค์นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ในการดุอาอฺตามเงื่อนไขที่มีอยู่ในหลักการศาสนา
ไม่มีสิ่งหนึ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะทำให้มนุษย์อยู่ในความปลอดภัย ที่จะทำให้มนุษย์มีอำนาจบารมี มีความสามารถที่จะเรียกร้องสิ่งต่างๆ ที่เขาต้องการในชีวิตของเขา มากไปกว่าการที่เขาจะทำความดี มากกว่าการที่เขาจะขอพรจากอัลลออฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา

ในหะดีษที่บทหนึ่งที่บันทึกโดยอิมามอัตติรมิซีและอัลฮากิม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

لا يرد القضاء الا الدعاء ولا يزيد في العمر الا البر
ความว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะสกัดกั้นกฎสภาวะของอัลลอฮฺ (อัลเกาะฎออ์) ที่ถูกกำหนดแล้ว นอกจากการดุอาอฺ และไม่มีสิ่งใดที่จะเพิ่มอายุให้ยืนยาวมากขึ้นได้นอกจากการทำความดี”

กฎสภาะที่อัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา กำหนดไว้ให้เกิดขึ้นนั้น ไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนแปลงมันได้นอกจากการวิงวอนขอต่อพระองค์ แต่มิได้หมายความว่าดุอาอฺนั้นเป็นอำนาจของมนุษย์ที่จะเปลี่ยนอำนาจของอัลลอฮฺ เพราะการดุอาอฺนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ภายใต้อำนาจของพระผู้เป็นเจ้า อยู่ในกฎสภาวะของพระองค์เช่นเดียวกัน ฉะนั้นการวิงวอนขอจึงไม่ใช่การแสดงอำนาจของเราต่อพระองค์ แต่เป็นสิ่งที่เราจะขอให้พระผู้เป็นเจ้านั้นใช้อำนาจของพระองค์นั้นในการเปลี่ยนกฎสภาวะ ซึ่งมีส่วนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้คืออัลเกาะฎออ์และอัลเกาะดัรที่มลาอิกะฮฺได้ปฏิบัติไว้ตามบัญชาของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่ส่วนกฎสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้คือบันทึกอัลเลาหุลมะห์ฟูซซึ่งเป็นการบันทึกของพระองค์ ในบันทึกนี้จะบันทึกว่าคนหนึ่งคนใดจะขอดุอาอฺและการขอพรของเขานั้นจะเปลี่ยนกฎสภาวะที่เปลี่ยนได้ แม้กระทั่งชีวิตของเราก็ถูกกำหนดแต่อัลลอฮฺก็บันทึกไว้ว่าเมื่อคนหนึ่งคนใดทำความดีก็จะเป็นสาเหตุต่อชีวิตของเขาให้ยาวนานกว่าเดิม ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจบารมีของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ไม่มีอะไรที่จะอยู่นอกกรอบอำนาจของพระองค์

นอกจากนั้นอัลลอฮฺก็จะทรงไม่พอใจ ทรงโกรธกริ้วบุคคลที่ไม่ทำหน้าที่ขอพรต่อพระองค์ ดังที่ระบุในหะดีษที่บันทึกโดยอิมามอัตติรมิซี ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวไว้ว่า

إنه من لم يسأل الله تعالى يغضب عليه
ความว่า “แท้จริงนั้นใครก็ตามที่ไม่ยอมขอต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา พระองค์จะทรงโกรธกริ้วเขา”

บุคคลที่ไม่แสดงความต้องการต่ออัลลอฮฺ เย่อหยิ่งต่อพระองค์ ไม่ควรที่จะเป็นบ่าว ไม่ควรที่จะเป็นที่รักของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา คนที่แสดงความเย่อหยิ่งต่อพระองค์ ไม่ต้องการพระองค์ หลบหนีจากพระผู้อภิบาลของเขา แสดงความยิ่งใหญ่ต่อพระองค์นั้น แน่นอนว่าต้องรับความโกรธกริ้วจากพระองค์

นอกจากนั้นบุคคลที่ไม่ทำหน้าที่ในการอิบาดะฮฺ ในการดุอาอฺขอพรต่ออัลลอฮฺนั้นก็จะถือว่าเป็นผู้ที่อ่อนแอมากที่สุดดังหะดีษในระดับหะสันที่บันทึกโดยอิมามอัฏเฏาะบะรอนี ในหนังสือมุอ์ญัม อัลเอาสัฏ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

أعجز الناس من عجز عن الدعاء وأبخل الناس من بخل بالسلام
ความว่า “มนุษย์ที่อ่อนแอที่สุดนั้นคือผู้ที่อ่อนแอในการขอดุอาอฺ และผู้ที่ตระหนี่ที่สุดคือผู้ที่ตระหนี่ในการกล่าวสลาม”

มนุษย์ที่อ่อนแอที่สุดคือผู้ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ในการขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺทั้งที่เป็นเรื่องที่ง่าย ง่ายมากที่จะยกมือและกล่าวดุอาอฺ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอาหรับก็ได้ การที่เราจะพูดคุยกับอัลลอฮฺนั้นพระองค์ไม่ได้ต้องการให้เราพูดภาษาอาหรับยกเว้นบทซิกิรหรือดุอาอฺที่อยู่ในละหมาดที่ท่านนบีบัญญัติไว้ เฉพาะส่วนนี้เท่านั้นที่เราจะต้องใช้ภาษาอาหรับ แต่นอกจากนั้นการที่เราจะขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากอัลลอฮฺแม้กระทั่งขณะสุญูดในละหมาดเราก็ยังสามารถใช้ภาษาอื่นในการขอต่อพระองค์ได้ หลังจากกล่าวอัลลอฮุอักบัร สุบฮานะร็อบบิยัลอะอฺลา ตามที่นบีบัญญัติไว้แล้ว เราก็สามารถขอดุอาอฺเป็นภาษาไทยหรือภาษาอื่นๆ ก็ได้เพราะอัลลอฮฺทรงเข้าใจอย่างแน่นอน เรื่องดุอาอฺนั้นเป็นเรื่องง่ายที่สุด คนที่ไม่ทำหรือทำไม่ได้ก็ถือว่าเป็นคนที่อ่อนแอมาก

คนอีกกลุ่มที่ท่านนบีกล่าวถึงในหะดีษบทนี้คือคนที่ไม่ให้สลาม ไม่รับสลาม ก็ถือว่าเป็นมนุษย์ที่ตระหนี่มาก นี่คือสิ่งที่เราต้องตระหนักในหน้าที่ของผู้ศรัทธา การวิงวอนขอดุอาอฺเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทบทวนและให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักการศาสนาข้อนี้อย่างต่อเนื่องนะครับ คงมีโอกาสพูดคุยถึงประเด็นสำคัญเมื่อเรายกมือขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา เราต้องเข้าใจอะไร ต้องรู้สึกอะไร เพื่อให้การดุอาอฺของเรานั้นบรรลุเป้าหมาย มีความเหมาะสม มีวัตถุประสงค์อันมีความสำคัญตามหลักศรัทธาที่เราต้องการ
ฝากไว้กับพี่น้องเพียงเท่านี้นะครับวัสสลามุอะลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุฮฺ


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 84, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี
ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ

52
อิบาดะฮฺที่สวยงามคือเป้าหมายของอัลอิสลาม (สู่อีมานที่มั่นคง 73)

พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพทั้งหลายครับ อัสสลามุอลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุฮฺ

เป็นการขยัน เป็นการปฏิบัติสุดความสามารถในการที่จะดำเนินชีวิตภายใต้ความเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้นคือการที่เราต้องทำอิบาดะฮฺ ปฏิบัติศาสนกิจขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า พยายามที่จะทำให้การทำอิบาดะฮฺของเรานั้นมีลักษณะสวยงาม มีลักษณะที่จะทำให้อิบาดะฮฺนั้นเป็นที่ตอบรับของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ดังนั้นการที่บรรดาผู้ศรัทธามีความรู้สึกว่าอิบาดะฮฺของเขานั้นเป็นประเด็นสำคัญในชีวิตเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจ เอาใจใส่ นั่นคือลักษณะของมุอ์มินที่เห็นว่าอิบาดะฮฺนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากในชีวิตของเขา เพราะการปฏิบัติศาสนกิจนั้นเป็นคุณลักษณะหลักของบรรดาผู้ศรัทธาที่ยึดมั่นในความเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา

ดังนั้น ในอัลกุรอานก็จะเน้นเรื่องอิบาดะฮฺ เรื่องการปฏิบัติศาสนกิจว่าเป็นสัญลักษณ์ของบรรดาผู้ศรัทธาที่จะแสดงความเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า คำว่า “عِبَادَة” (อิบาดะฮฺ) หมายถึงการปฏิบัติศาสนกิจ การเคารพภักดีซึ่งมาจากคำว่า “عَبْد” (อับด์) ที่แปลว่าบ่าว เป็นศัพท์ที่สอดคล้องกัน กล่าวคือจะเป็นอับด์ได้ก็ต้องมีอิบาดะฮฺ จะเป็นบ่าวที่แท้จริงของอัลลอฮฺได้ก็ต้องปฏิบัติศาสนกิจ และการทำอิบาดะฮฺต้องมีคุณลักษณะสวยงามที่จะทำให้อิบาดะฮฺของเรานั้นเป็นที่ตอบรับของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา

ดังนั้นเราต้องพยายามที่จะทำให้อิบาดะฮฺของเรานั้นมีลักษณะสวยงามและนั่นคือเป้าหมายของศาสนาอิสลามที่ไม่ใช่การเน้นจำนวนหรือปริมาณของอิบาดะฮฺแต่คือการทำให้อิบาดะฮฺของเรานั้นดีงาม สวยงาม มีคุณภาพ

الَّذِي خَلَقَ الْمَوْتَ وَالْحَيَاةَ لِيَبْلُوَكُمْ أَيُّكُمْ أَحْسَنُ عَمَلًا...
ความว่า “ผู้ซึ่งสร้างความตายและการมีชีวิตเพื่อที่จะทดสอบพวกเจ้าว่าใครในหมู่พวกเจ้าที่จะมีการงานที่ดียิ่ง” (ส่วนหนึ่งจากอายะฮฺที่ 2 ของซูเราะฮฺอัลมุลก์)

พระองค์อัลลอฮฺทรงสร้างให้มีชีวิตและความตายเพื่อเป็นการทดสอบ เพื่อเป็นการสำรวจอีหม่านของเราซึ่งเป็นบ่าวของอัลลอฮฺนั้นจะมีการกระทำที่ดีงาม มีอิบาดะฮฺที่ดีงาม

การทำอิบาดะฮฺที่ดีงามเป็นเป้าหมาย ศาสนาไม่ได้บอกว่าจะทดสอบหรือทดลองเพื่อดูว่าใครจะมีอิบาดะฮฺที่มากมาย เพราะอิบาดะฮฺที่มีจำนวนมากแต่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีคุณลักษณะที่สวยงามจะเป็นอิบาดะฮฺที่ไม่มีคุณค่า เป็นอิบาดะฮฺที่อาจจะไม่ถูกตอบรับจากอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สนับสนุนให้บรรดาผู้ศรัทธานั้นประพฤติสิ่งที่อัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงชอบ ก็คือการทำอิบาดะฮฺอย่างสวยงาม แม้กระทั่งการที่จะทำอิบาดะฮฺให้สวยงามนั้นเราก็ต้องขยันขอดุอาอฺ วิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงช่วยเหลือให้เราปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างสวยงาม และการที่จะขอดุอาอฺวิงวอนในประเด็นนี้ท่านนบียังใช้ให้ขะมักเขม้นในการขอด้วยดังที่ปรากฏในหะดีษเศาะฮีห์ที่บันทึกโดยอิมามอัลหากิมและอิมามอบูนุอัยม์ รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

أتحبُّونَ أيُّها النَّاسُ أن تجتَهِدوا في الدُّعاءِ ؟ قولوا : اللَّهمَّ أعِنَّا علَى شُكرِكَ ، و ذكرِكَ ، و حُسنِ عبادتِكَ
ท่านนบีได้สนทนากับบรรดาศ่อฮาบะฮฺและเหล่าผู้ได้รับการศึกษากับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าพวกท่านทั้งหลายอยากจะขยันในการวิงวอน เรียกร้องขอสิ่งต่าง ๆ จากอัลลอฮฺไหม? หากพวกท่านต้องการเช่นนั้นก็จงกล่าวว่า “โอ้พระองค์อัลลอฮฺขอให้พระองค์ช่วยเหลือเราในการขอบคุณพระองค์ท่าน ในการรำลึกถึงพระองค์ท่าน และในการปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างสวยงามให้แก่พระองค์ท่าน”

3 ประเด็นที่ถูกระบุในดุอาอฺบทนี้คือ
1.การขอบคุณอัลลอฮฺ เราต้องขยันขอดุอาอฺให้อัลลอฮฺช่วยเหลือให้เราขอบคุณต่อพระองค์
2.ให้เราระลึกถึงอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างขะมักเขม้น และ
3.ให้เราทำอิบาดะฮฺอย่างสวยงาม จนกระทั่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขอดุอาอฺบทนี้ในทุกเวลาหลังการละหมาดฟัรฎูเสร็จแล้ว

หลังจากที่สำเร็จจากการละหมาดแล้วก็จะมีการขอดุอาอฺให้อัลลอฮฺทรงช่วยเหลือให้เรารำลึกถึงอัลลอฮฺ ขอบคุณอัลลอฮฺและขยันทำอิบาดะฮฺอย่างสวยงาม
ถ้าเราวิเคราะห์เป้าหมายในหะดีษหรือดุอาอฺบทนี้เราจะพบว่ามีเป้าหมายอันสวยงามมากในคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาที่อยากจะยืนหยัดในการแสดงความเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า เมื่ออิบาดะฮฺเสร็จแล้วเราก็แสดงตนว่าเราไม่เบื่อในการทำอิบาดะฮฺ เรายังยืนยันในความเป็นบ่าว เรายังยืนยันในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ยังยืนยันขอดุอาอฺว่า “ทำอิบาดะฮฺเสร็จแล้ว ทำหน้าที่เสร็จแล้ว แต่เรายังต้องการความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา เพื่อให้เราปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างสม่ำเสมออย่างสวยงาม ให้เรามีการขยันขอบคุณและรำลึกถึงอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา”

เมื่อเรามีการขยันขอดุอาอฺหลังละหมาดฟัรฎูเช่นนี้และขยันขอดุอาอฺในทุกเวลาเมื่อมีโอกาสขอดุอาอฺวิงวอนต่ออัลลอฮฺ นั่นก็แสดงว่าอิบาดะฮฺกลายเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของเรา กลายเป็นเรื่องที่มีคุณค่าในชีวิตของเราและนั่นคือคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคง

แต่ลักษณะของบรรดามุนาฟิกีนผู้บิดพลิ้วผู้สับปลับ หรือลักษณะของบรรดากุฟฟารผู้ที่เนรคุณและปฏิเสธอัลลอฮฺ หรือลักษณะของผู้ที่อกตัญญูต่ออัลลอฮฺ ที่ไม่ยอมรับในสภาพความเป็นจริงที่ว่าเราต้องปฏิบัติตนตามฐานะที่เราเป็นบ่าว ปฏิบัติตนให้อยู่ภายใต้อำนาจและเดชานุภาพของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา นี่คือพฤติกรรมที่เราต้องหลีกเลี่ยงและพยายามแสดงตนว่าเราอยากจะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺจริง ๆ อยากจะขยันทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺจริง ๆ จึงต้องมีดุอาอฺมีการวิงวอนที่เราจะขอในช่วงท้ายของทุกเวลาละหมาดหรือในทุกเวลาที่มีโอกาสดุอาอฺ เช่น ขณะสุญูดหรือก่อนสลามเพื่อจบการละหมาด หรือการดุอาอฺในช่วงเศษหนึ่งส่วนสามสุดท้ายของกลางคืนที่เป็นช่วงที่มีความบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ เป็นเวลาที่อัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา จะลงมาถึงชั้นฟ้าสุดท้ายและประกาศว่า “ใครที่เรียกร้อง ข้าจะตอบรับ ใครที่ขอ ข้าจะให้...” อันเป็นเวลาที่ดุอาอฺมุสตะญาบ

การดุอาอฺในวาระเหล่านี้ก็จะทำให้ความรู้สึกของเรานั้นมีความสุข มีความรู้สึกต่ออัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ว่าเราสนใจ เอาใจใส่ต่อเรื่องอิบาดะฮฺ มิใช่เหมือนคนที่ทำอิบาดะฮฺเสมือนเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีจิตวิญญาณในการทำอิบาดะฮฺ ทำอิบาดะฮฺ ไปละหมาดหรือปฏิบัติศาสนกิจเปรียบเสมือนคนที่ไปทำงานทุกวัน เซ็นชื่อเข้า-ออก ทำสิ่งที่เป็นประเพณีโดยไม่มีจิตวิญญาณไม่มีเป้าหมายไม่มีความหมาย นั่นไม่ใช่อิบาดะฮฺ ไม่ใช่การขอบคุณ การรำลึกถึงอัลลอฮฺที่จะมีคุณค่าหรือที่จะนำผลบุญมหาศาลมาสู่เรา

เป็นสิ่งที่เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าเราอยู่ในโลกนี้เพื่อทำอิบาดะฮฺที่จะทำให้เรานั้นมีความสุข ให้อีหม่านของเรานั้นเข้มแข็ง เข้มงวด แต่ถ้าหากอิบาดะฮฺไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความสวยงาม ไม่มีชีวิตชีวา แน่นอนว่าอิบาดะฮฺก็จะกลายเป็นประเพณีที่เราปฏิบัติทุกวันเหมือนการแปรงฟัน การเข้าสุขา การเข้า-ออกบ้าน ขับ-ขี่ยานพาหนะ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาปกติ แต่อิบาดะฮฺไม่ใช่เช่นนั้นเพราะเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมพร้อม ต้องให้ความสำคัญเอาใจใส่อย่างยิ่ง

ดังนั้น การที่เราขอดุอาอฺให้อัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ช่วยเหลือให้เราขอบคุณต่อพระองค์ เราก็ต้องพยายามขอบคุณพระองค์ด้วยการกล่าวคำว่า “الحمد لله” (อัลฮัมดุลิลลาฮฺ) และด้วยการใช้อวัยวะหรือความโปรดปรานต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรานั้นใช้ไปในสิ่งที่ถูกต้อง และเราะต้องขยันซิกรุลลอฮฺ รำลึกถึงอัลลอฮฺด้วยคำกล่าวต่าง ๆ ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สอนไว้ “سبحان الله والحمد لله ولا إله إلا الله والله أكبر” (สุบฮานัลลอฮฺ วัลฮัมดุลิลลาฮฺ วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัร) และขยันทำอิบาดะฮฺอื่น ๆ

พี่น้องครับ อิบาดะฮฺไม่ใช่เรื่องปฏิบัติศาสนกิจเช่นการละหมาดเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมทุกสิ่งที่เป็นคำสั่งใช้ คำสั่งสอนของศาสนาอัลอิสลาม มารยาทที่ดีงามนั้นถ้าเรามีเจตนาที่ดีก็จะกลายเป็นอิบาดะฮฺ การทำดีกับพี่น้อง เพื่อนบ้าน บรรดามุสลิม ถ้าเรามีเจตนาดีก็จะเป็นอิบาดะฮฺ การทำมาหากินถ้าเรานำรายได้ไปสู่ค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องที่มีผลประโยชน์ในชีวิตนี้และในโลกหน้า เพื่อแสวงหาผลบุญ ออกซะกาตช่วยเหลือสังคม การทำงานของเราก็จะกลายเป็นอิบาดะฮฺ ประเด็นต่าง ๆ ที่เราจะปฏิบัติด้วยเจตนาหรือความปรารถนาที่ดีต่ออัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็จะกลายเป็นอิบาดะฮฺ เราต้องพยายามให้ชีวิตของเราทั้งหมดเป็นอิบาดะฮฺ เข้า-ออกบ้าน หรือแม้กระทั่งแม่บ้านที่ทำกับข้าวให้สามี พ่อที่เอาลูกไปส่งที่โรงเรียน เลี้ยงลูก หรือแม้กระทั่งอาหารที่เราจะป้อนลูก ป้อนภริยา ถ้าเราเจตนาดีท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ยืนยันว่าเป็นเศาะดะเกาะฮฺ เป็นอิบาดะฮฺ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่า และจะมีคุณค่ายิ่งขึ้นถ้าเราขยันขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ให้เรามีลักษณะของการขอบคุณ รำลึกถึงอัลลอฮฺและมีอิบาดะฮฺที่ดีงาม

วัสสลามุอะลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุฮฺ


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 73, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี
ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ

54
ที่รักของอัลลอฮฺ (สู่อีมานที่มั่นคง 86)

พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพทั้งหลายครับ อัสสลามุอลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุฮฺ

ในการบันทึกของอิมามบุคอรีท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รายงานหะดีษกุดซีจากอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา

إن الله تعالى قال : من عادى لي وليا فقد آذنته بالحرب ،
ความว่า “แท้จริงนั้นอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งได้กล่าวว่า ใครที่ประกาศความเป็นศัตรูกับมิตร (วะลี) ของข้า ข้าก็ได้ประกาศความเป็นศัตรูกับเขาแล้ว” หมายถึงหากใครได้เป็นศัตรูกับบ่าวของอัลลอฮฺซึ่งเป็นคนศอลิห์เป็นคนดรี อัลลอฮฺก็จะเป็นศัตรูกับเขา

وما تقرب إلي عبدي بشيء أحب إلي مما افترضت عليه ،
“และบ่าวของข้าจะไม่กระทำสิ่งที่เป็นการเคารพภักดีต่อข้าซึ่งจะดีไปกว่าสิ่งที่ข้าได้กำหนดให้เป็นฟัรฎูแก่เขา” หมายถึงอัลลอฮฺชอบมากให้บ่าวของพระองค์ปฏิบัติสิ่งที่เป็นฟัรฎู

وما يزال عبدي يتقرب إلي بالنوافل حتى أحبه ،
“และบ่าวของข้าจะได้กระทำสิ่งทำให้เขาได้เข้าใกล้ข้ามากยิ่งขึ้นด้วยสิ่งที่เป็นซุนนะฮฺ อย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งข้ารักเขา”

فإذا أحببته كنت سمعه الذي يسمع به ، وبصره الذي يبصر به ، ويده التي يبطش بها ، ورجله التي يمشي بها ،
“และเมื่อข้ารักเขาแล้ว เขาก็จะได้ยินด้วยการได้ยินของข้า มองเห็นด้วยการมองเห็นของข้า ใช้มือทั้งสองด้วยพลังของข้า ใช้เท้าทั้งสองก้าวเดินไปด้วยพลังของข้า”

وإن سألني لأعطينه ، ولئن استعاذني لأعيذنه
“และหากเขาร้องขอต่อข้า ข้าก็จะให้เขาอย่างแน่นอน และเมื่อเขาขอความคุ้มครองต่อข้า ข้าก็จะคุ้มครองเขา”

นี่เป็นหะดีษบทหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ศรัทธาที่อยากจะรู้สิ่งที่เขาต้องปฏิบัติต่อพระผู้เป็นเจ้า อยากจะรู้หน้าที่ในการปฏิบัติตามบทบัญญัติต่างๆ ในการที่จะเคารพภักดีสักการะต่ออัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา

ประเด็นแรก ที่หะดีษบทนี้แนะนำให้เราตระหนักและเข้าใจ คือการที่เราต้องเป็นมิตรกับผู้ศรัทธาที่เป็นคนดี การที่เราเห็นคนหนึ่งคนใดเป็นคนดี เราต้องให้คนนั้นได้เป็นมิตรกับเรา อย่ายึดเขาเป็นศัตรู อย่าเกลียดเขา เพราะจะทำให้อัลลอฮฺกริ้วโกรธเรา คนที่เป็นมิตรหรือวะลีกับอัลลอฮฺนั้นจะมีสิ่งที่บ่งบอกสถานะของเขาจากพฤติกรรมของเขา การละหมาด ถือศีลอด ซะกาต อ่านอัลกุรอาน และการงานอื่นๆ ที่เป็นอะมัลศอลิห์ เมื่อเขาได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้อย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงจากสิ่งหะรอม พยายามปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮฺทรงโปรดนั้น เขาก็คือวะลี คือมิตรของอัลลอฮฺ เพราะพยายามจะกระทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อัลลอฮฺชอบให้กระทำ

ประเด็นถัดมา อัลลอฮฺทรงแนะนำให้บ่าวของพระองค์นั้นได้ตระหนักในบรรดาบทบัญญัติที่อัลลอฮฺทรงบัญญัติให้บ่าวของพระองค์จำเป็นต้องปฏิบัติที่เราเรียกว่าเป็นฟัรฎูหรือวาญิบ ไม่ว่าจะเป็นการละหมาด การถือศีลอด การชำระซะกาต และการงานวาญิบอื่นๆ ที่เราต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและให้ความสำคัญและเอาใจใส่มากกว่าซุนนะฮฺ นี่คือรูปแบบที่อัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงโปรดยิ่ง
ไม่ถือเป็นการบังควรที่ผู้ศรัทธาจะให้ความสำคัญในเรื่องซุนนะฮฺมากกว่าฟัรฎู เพราะนั่นแสดงถึงความไม่เข้าใจในศาสนา หรือยังไม่เข้าใจกระบวนการในการปฏิบัติตามบทบัญญัติต่างๆ แต่บ่าวของอัลลอฮฺที่เป็นคนดีที่เป็นมิตรกับอัลลอฮฺนั้นจะรู้ว่าสิ่งใดถูกบัญญัติให้เป็นวาญิบอันเป็นสิ่งที่เราต้องเอาใจใส่อย่างมากและเป็นสิ่งที่จะบ่งบอกว่าเรานั้นรักอัลลอฮฺจริงๆ ให้เกียรติอัลลอฮฺจริงๆ เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺอย่างจริงใจ

ประเด็นถัดมา เมื่อเราได้ปฏิบัติสิ่งที่เป็นฟัรฎูอย่างเคร่งครัดและสมบูรณ์แล้ว เราก็ต้องพยายามขยายภาคปฏิบัติของเราไปสู่การปฏิบัติซุนนะฮฺ อันหมายถึงสิ่งที่อัลลอฮฺไม่ได้บัญญัติให้เป็นภาคบังคับ แต่บัญญัติให้เป็นสิ่งที่พระองค์ชอบให้กระทำ หากเราไม่กระทำก็จะไม่ถูกลงโทษ แต่เนื่องด้วยความรักที่เรามีต่ออัลลอฮฺ ด้วยความตระหนักในความเป็นบ่าวที่ต้องเคารพภักดีพระองค์เราจึงปฏิบัติซุนนะฮฺเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอถึงแม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม เพื่อแสวงหาความโปรดปรานและผลบุญจากพระองค์

นี่คือสิ่งที่จะทำให้อัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงรักบ่าวของพระองค์ จนกระทั่งอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเขาจะได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากพระองค์ เรียกว่าเป็นการเตาฟีก การชี้แนะความถูกต้องให้อวัยวะเหล่านั้นปฏิบัติสิ่งที่ไม่ขัดกับเป้าหมายที่อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้ จนกระทั่งหูของเขาจะได้ยินด้วยการเตาฟีกจากอัลลอฮฺ ทำให้ได้ยินสิ่งที่ดี มีประโยชน์ มีคุณธรรม สายตาของเขาก็จะมองแต่สิ่งที่ดีตามที่อัลลอฮฺเตาฟีกให้แก่เขา มือของเขา เท้าของเขาก็จะใช้ในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ เป็นสิ่งที่สร้างผลบุญแก่เขา อันเนื่องจากว่าเขาได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดทั้งสิ่งที่เป็นฟัรฎูและซุนนะฮฺจนกระทั่งอัลลอฮฺทรงรักเขา ซึ่งเมื่อพระองค์ทรงรักใครพระองค์ก็จะทรงช่วยเหลือเขา เตาฟีกแก่เขา สนับสนุนเขาอย่างเต็มที่

นอกจากนี้หากเขาวิงวอนขอสิ่งใดพระองค์ก็จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาขออย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นคนที่ดุอาอฺมุสตะญาบ นั่นคือวะลีของอัลลอฮฺ ผู้เป็นมิตร ผู้ใกล้ชิดพระองค์ สุบฮานะฮูวะตะอาลา และนั่นคือประเภทบุคคลที่เราควรพยายามปฏิบัติตนให้ถึงระดับของพวกเขา กระทั่งการที่เราจะขอให้ใครสักคนขอดุอาอฺให้แก่เราก็ควรไปหาคนที่เป็นคนดีเป็นวะลีของอัลลอฮฺ

เมื่อเราได้ยึดคนเหล่านี้เป็นมิตร เป็นเพื่อนสนิทกับเรา คุณประโยชน์ที่เราจะได้รับก็คืออะมัลศอลิห์ คือลักษณะการกระทำที่ดีงามที่สวยงามที่น่าเลียนแบบน่าปฏิบัติตาม และยังจะได้รับบะเราะกัตความจำเริญต่างๆ จากการเป็นเพื่อนกับคนเหล่านี้อีกด้วย เพราะพวกเขาคือผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากอัลลอฮฺในการกระทำต่างๆ ของเขา ซึ่งจะทำให้เราได้รับบทเรียนมากมายจากการคบหาพวกเขาอีกด้วย และเราต้องไม่ยึดคนเหล่านี้เป็นศัตรูหรือทำให้เขาโกรธกริ้วเรา เพราะเมื่อเขาโกรธเรา อัลลอฮฺก็จะโกรธเราไปด้วย เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรักพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อเขาโกรธเราในสิ่งที่เป็นหลักการศาสนาก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราถูกอัลลอฮฺกริ้วไปด้วย

นี่คือสิ่งสำคัญที่เราจะได้รับเป็นบทเรียนจากหะดีษบทนี้ซึ่งเป็นหะดีษสำคัญที่มีคุณค่ามากสำหรับคนที่อยากจะปรับปรุงตัวเองให้อยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง อยากจะสร้างอีหม่านที่มั่นคงในชีวิตของเขา และนี่คือคำแนะนำที่ผมอยากจะฝากไว้กับพี่น้อง

วัสสลามุอะลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุฮฺ


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 86, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี
ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ

60
อีมานของศ่อฮาบะฮฺคือมาตรฐานของผู้ศรัทธา (สู่อีมานที่มั่นคง 72)

พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพทั้งหลายครับ อัสสลามุอลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุฮฺ

เราได้พูดถึงหลักเชื่อมั่น หลักศรัทธาในทัศนะของอัลอิสลามต่อความประเสริฐและตำแหน่งของบรรดาศ่อฮาบะฮฺซึ่งได้รับการสรรเสริญจากอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างชัดเจนในอัลกุรอาน จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบุคคลที่มีความสำคัญ ความยิ่งใหญ่ในศาสนาและประวัติศาสตร์อัลอิสลามโดยเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งในเนื้อหาของบทบัญญัตินั้นก็คือบรรดาศ่อฮาบะฮฺ จนกระทั่งอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงชี้แจงในอัลกุรอานว่าความศรัทธาของบรรดาศ่อฮาบะฮฺนั้นย่อมเป็นมาตรฐานความศรัทธาของผู้อื่น

อัลลอฮฺได้กล่าวในอัลกุรอานว่า

فَإِنْ آمَنُوا بِمِثْلِ مَا آمَنتُم بِهِ فَقَدِ اهْتَدَوا ۖ وَّإِن تَوَلَّوْا فَإِنَّمَا هُمْ فِي شِقَاقٍ
ความว่า “ถ้าหากพวกเขาเหล่านั้น (บรรดาผู้ตั้งภาคีและเนรคุณอัลลอฮฺ) ได้ศรัทธาเช่นที่พวกท่าน (นบีและบรรดาเศาะบะฮฺ) ได้ศรัทธาแล้วไซร้ พวกเขาก็จะอยู่ในทางนำอันเที่ยงธรรม แต่ถ้าหากพวกเขาเหล่านั้นได้หันหลังแก่พวกท่าน (ปฏิเสธการศรัทธาเหมือนพวกท่าน) พวกเขาก็จะอยู่ในความแตกแยก...”
(ส่วนหนึ่งของอายะฮฺที่ 137 อัลบะเกาะเราะฮฺ)

แสดงว่าความศรัทธาของนบีและบรรดาศ่อฮาบะฮฺนั้นได้ถูกอัลลอฮฺตั้งไว้เป็นมาตรฐานสำหรับผู้อื่นในการที่จะสำรวจความศรัทธาของเขาว่าตรงกันหรือไม่ เพราะฉะนั้นอีหม่านของบรรดาศ่อฮาบะฮฺได้รับการยกย่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และได้รับการสรรเสริญจากบรรดาผู้ที่ได้วิเคราะห์หรือตั้งหลักวิชาการเกี่ยวกับหลักศาสนาโดยทั่วไป ซึ่งบรรดาอุละมาอ์ถือว่าบรรรดาบรรพชนยุคแรกนั้นความศรัทธาของพวกเขาถือเป็นความศรัทธาที่ยอดเยี่ยม เป็นความศรัทธาสูงสุด เป็นอีหม่านที่มีระดับอันประเสริฐที่สุดในประชาชาติอัลอิสลาม

ในประวัติศาสตร์อัลอิสลามเราจะไม่พบบุคคลที่มีความศรัทธาเหมือนท่านอบูบักร์ อัศศิดดีก หรืออุมัร อิบนุลค็อฏฏอบ หรือแม้แต่ศ่อฮาบะฮฺท่านอื่นๆ

ท่านอบูบักร์ได้รับการสรรเสริญจากอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ในฐานะที่เป็นสาวกใกล้ชิดของท่านนบี จนกระทั่งเป็นเพื่อนสนิทของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อัลอิสลามคือการอพยพจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺ ท่านอบูบักร์ อัศศิดดีก ก็เป็นเพื่อนของท่านนบีในการฮิจญ์เราะฮฺดังที่มีระบุในอัลกุรอาน

ثَانِيَ اثْنَيْنِ إِذْ هُمَا فِي الْغَارِ
ความว่า “...เป็นคนหนึ่งในสองคนที่อยู่ในถ้ำ (อัษเษาร์)...”
(ส่วนหนึ่งของอายะฮฺที่ 40 อัตเตาบะฮฺ)

คือถ้ำที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ไปแอบบรรดามุชริกีนที่ติดตามท่านนบีและอบูบักร์ไปเพื่อทำลายท่าน ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินทางอพยพจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านอบูบักร์ อัศศิดดีก ได้เป็นคนหนึ่งจากบรรดาศ่อฮาบะฮฺที่ถูกระบุในอัลกุรอาน นั่นคือเครื่องหมายที่จะบ่งบอกถึงความประเสริฐของบรรดาศ่อฮาบะฮฺ จนกระทั่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถือว่าอีหม่านของอบูบักร์นั้นไม่มีใครในประชาชาติอัลอิสลามจะเทียบได้ ไม่มีใครที่จะมีอีหม่านเหมือนท่านอบูบักร์อีก

แม้กระทั่งท่านอุมัร อิบนุลค็อฏฏอบ ที่ท่านนบีได้ยกย่องให้เกียรติอย่างเต็มที่และไม่มีใครจะสามารถเปรียบเทียบอีหม่านของเขากับท่านอุมัรได้ ครั้งหนึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พูดกับท่านอุมัรว่า

ما لَقِيَكَ الشَّيْطانُ قَطُّ سالِكًا فَجًّا إلَّا سَلَكَ فَجًّا غيرَ فَجِّكَ
ความว่า “เมื่อชัยฏอนได้พบท่านเดินทางอยู่ในที่หนึ่งที่ใด พวกมันจะหลีกเลี่ยงไปเดินบนเส้นทางอื่น”
(อัลบุคอรี)

ขณะนี้เราต้องการที่จะทบทวนมาตรฐานของเราในการสำรวจความศรัทธาของเราว่าควรจะเป็นความศรัทธาของใคร นบี, ศ่อฮาบะฮฺหรือจะเป็นความศรัทธาของคนทั่วไป?

ความศรัทธานั้นต้องมีแบบฉบับ มีตัวอย่าง มีมาตรฐาน และเราไม่พบความศรัทธาที่มีคุณภาพและมาตรฐานเหมือนความศรัทธาของบรรดาศ่อฮาบะฮฺ จึงเป็นเรื่องที่บรรดานักปราชญ์ในอัลอิสลามไม่ขัดแย้งกันว่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺเป็นบุคคลที่ศาสนาได้ให้เป็นแบบฉบับสำหรับประชาชาติโดยทั่วไปเพราะไม่มีใครใกล้ชิดกับท่านนบี มีความรู้อัลกุรอานและอัลหะดีษของท่านนบีมากไปกว่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺ ไม่มีใครที่เสียสละทั้งทรัพย์สมบัติ เวลาและชีวิตของพวกเขาเพื่ออัลอิสลามเหมือนบรรดาศ่อฮาบะฮฺ

ดังนั้นสิ่งที่เราสามารถวิเคราะห์ได้ในการที่บรรดาศ่อฮาบะฮฺจะเป็นมาตรฐานในความศรัทธาของเรานั้น สิ่งที่บรรดาศ่อฮาบะฮฺได้ปฏิบัตินั้นย่อมจะเป็นแบบฉบับสำหรับเรา และนั่นคือคำยืนยันของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

عليكم بسنتي وسنة الخلفاء الراشدين من بعدي
ความว่า “พวกท่านจงยึดมั่นในซุนนะฮฺของฉันและของบรรดาเคาะลีฟะฮฺ ผู้นำที่จะมาหลังจากฉัน”
(อัตติรมิซี)

นี่คือการยืนยันว่าการปฏิบัติของท่านอบูบักร์ อัศศิดดีก, อุมัร อิบนุลค็อฏฏอบ, อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน และอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ ซึ่งเป็นบรรดาคุละฟาอ์ (ผู้นำสูงสุดในประชาชาติอัลอิสลาม) ที่มาหลังจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถือว่าเป็นซุนนะฮฺเป็นการปฏิบัติที่ต้องเลียนแบบหรือปฏิบัติตามเช่นเดียวกับซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

อุละมาอ์หรือนักปราชญ์ที่มีความเชี่ยวชาญมีความชำนาญในนิติศาสตร์อัลอิสลามได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า “ทัศนะของศ่อฮาบะฮฺท่านหนึ่งย่อมเป็นทัศนะที่ประเสริฐกว่าทัศนะของอุละมาอ์ทั่วไป” เพราะหากว่ามีทัศนะของศ่อฮาบะฮฺท่านหนึ่งโดยที่ไม่มีใครเห็นแย้งกับทัศนะของท่านนั้นก็จะถือว่ามันได้กลายเป็นมติเอกฉันท์ของประชาชาติอัลอิสลามที่ต้องปฏิบัติตาม เพราะทัศนะของบรรดาศ่อฮาบะฮฺน่าจะมีน้ำหนัก เนื้อหา ความสำคัญ ความถูกต้องมากกว่าทัศนะของคนอื่น

ดังนั้นหากเราอยากรู้ว่าพฤติกรรมของเราในสิ่งหนึ่งสิ่งใดสอดคล้องกับหลักการศาสนาหรือเปล่า เราก็สามารถกลับไปดูว่าศ่อฮาบะฮฺกระทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่? อนุโลมหรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่จะมีหลักฐานจากอัลกุรอานหรือซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วเราอยากจะรู้ว่าจะปฏิบัติตามอย่างไร ก็ไม่มีหนทางอื่นใดที่จะรู้ได้เว้นแต่ต้องกลับไปยังบรรดาศ่อฮาบะฮฺ ต้องศึกษาว่าพวกเขาเข้าใจอัลกุรอานและซุนนะฮฺของท่านนบีอย่างไร

ในเรื่องต่างๆ ที่เราได้ปฏิบัติในชีวิตของเราและมักจะอ้างว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เกี่ยวกับศาสนกิจ เกี่ยวกับอัลกุรอานหรือซุนนะฮฺ แต่เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่าเป็นสิ่งที่บรรดาศ่อฮาบะฮฺไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องที่พวกเขาประณามหรือไม่ได้กระทำเช่นนั้น นั่นก็แสดงว่าสิ่งที่เราปฏิบัติโดยอ้างอัลกุรอานหรือซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นการปฏิบัติที่โมฆะหรือเราเข้าใจกันเองซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกับบรรดาศ่อฮาบะฮฺที่มีต่ออัลกุรอานหรือซุนนะฮฺของท่านนบี

ตัววอย่างเช่น บางคนอ้างว่าการเฉลิมฉลองวันเกิดของตัวเองนั้นเป็นเรื่องอนุโลมให้กระทำได้ทั้งๆ ที่เป็นประเพณีของชาวตะวันตก ถ้าเรากลับไปดูในหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เขาก็จะอ้างว่ามีหะดีษที่ท่านนบีได้ถือศีลอดในวันจันทร์ ท่านจึงถูกถามว่าทำไมจึงถือศีลอดในวันนี้? ท่านก็ตอบว่าฉันเกิดในวันนี้ฉันจึงถือศีลอดในวันนี้ นั่นคือเหตุผลของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในการถือศีลอด แต่คนที่นำหะดีษบทนี้มาวิเคราะห์ ตีความว่าเป็นการอนุญาตให้ฉลองวันเกิด เป็นการตีความที่ผิดประเด็น เพราะการฉลองของท่านนบีนั้นมีแบบฉบับในการถือศีลอดในวันเกิด ฉะนั้นใครจะถือศีลอดในวันเกิดของเขาก็จะเป็นเหตุผลที่พอรับได้ แต่บรรดาศ่อฮาบะฮฺกลับไม่ได้เข้าใจเช่นนั้น พวกเขาไม่ได้เข้าใจว่าท่านนบีอนุโลมให้ทุกคนฉลองในวันเกิดของเขาแม้จะเป็นการถือศีลอดก็ตาม ศ่อฮาบะฮฺไม่ได้เข้าใจเช่นนั้นและไม่ได้ปฏิบัติเช่นนั้นด้วย แต่พวกเขาเข้าใจว่านั่นคือเรื่องคุศูศียะฮฺ การปฏิบัติส่วนตัวของท่านนบี ศ็อลลัลลออุอะลัยฮิวะซัลลัม

วัสสลามุอะลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุฮฺ


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 71, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี
ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ

43
มุสลิมรัก เคารพและให้เกียรติศ่อฮาบะฮฺ (สู่อีมานที่มั่นคง 71)

54
การบูรณะมัสจิดเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธา (สู่อีมานที่มั่นคง 70) สู่อีหม่านที่มั่นคง ตอนที่ 70 การบูรณะมัสจิดเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธา ไฟล์เสียงรายการวิทยุทางคลื่นคุณธรรม ช่วงปี 2545 .

29
ชูรอ (การปรึกษาหารือ) ตอนที่ 5 เชื่อฟังผู้นำ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “เป็นสิทธิหรือเป็นหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคนในการเชื่อฟังสิ่งที่ผู้นำที่สั่งใช้แนะนำหรือบัญชา แม้ว่าเขาจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม เว้นแต่เขาถูกใช้ให้กระทำการฝ่าฝืนหลักการศาสนาเขาก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม” “ไม่มีการเชื่อฟังสิ่งที่ถูกสร้างในการฝ่าฝืนผู้ทรงสร้าง” .

35
ผลการดูหิล้าลปี ฮ.ศ.1448 (พ.ศ.2569-70)

แถลงการณ์หมายเลข 4801
ผลการดูจันทร์เสี้ยวเริ่มต้นเดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ.1447 
(ทัศนะเดือนสากล)
--------------------------
สืบเนื่องจาก คณะกรรมการติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยวตามปฏิทินอิสลามแห่งประเทศไทย (คตจ.) ได้ติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยว(หิล้าล)ของเดือนมุฮัรรอม ประจำปี ฮ.ศ.1448 ในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2569 (ซึ่งตรงกับ 29 ซุลฮิจจะฮฺ 1447) แล้ว

ปรากฏว่า มีรายงานการเห็นจันทร์เสี้ยว(หิล้าล)ที่เยเมนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ -- ทัศนะเดือนสากล
ดังนั้น วันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นวันที่ 1 เดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ.1448

--------------

#ดุอาอฺเมื่อเห็นฮิล้าล -จันทร์เสี้ยว-

كان رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ إِذَا رَأَى الْهِلالَ قَالَ : " اللَّهُمَّ أَهِلَّهُ عَلَيْنَا بِالْيُمْنِ وَالإِيمَانِ ، وَالسَّلامَةِ وَالإِسْلامِ ، رَبِّي وَرَبُّكَ الله"
คำอ่าน: อัลลอฮุมมะ อะฮิลละฮู อะลัยนา บิลยุมนิ วัลอีมาน วัสสะลามะติ วัลอิสลาม ร็อบบี วะร็อบบุกัลลอฮฺ
ความหมาย : โอ้อัลลอฮฺ ได้โปรดให้-ฮิล้าล-ปรากฏต่อเราด้วยความจำเริญเเละศรัทธา ด้วยความปลอดภัยเเละการรักภัพดี พระเจ้าของฉันเเละพระเจ้าของท่าน คืออัลลอฮฺ)

อิสลามมีวันเฉลิมฉลองเพียง 2 วัน คืออีดุลฟิฏร์ และอีดุลอัฎฮา เพราะฉะนั้นไม่มีการฉลองปีใหม่ฮิจเราะฮ แต่หากอวยพรกัน เนื่องจากปีใหม่ด้วยคำอวยพรที่ไม่สื่อถึงการฉลอง เช่น ส่งความปรารถนาดี และถือโอกาสเริ่มปีใหม่ในการทบทวนเวลา ชีวิตและการงานต่างๆ ก็ย่อมทำได้

اللهُمَّ عَمِّرْ أَعْمَارَنَا بِالطَّاعَةِ وَاشْغَلْ أَوْقَاتَنَا بِمَا يُرْضِيْكَ عَنَّا
โอ้อัลลอฮ ได้โปรดให้เราบำเพ็ญชีวิตด้วยการภักดีต่อพระองค์ และให้เวลาของเราเต็มไปด้วยการงานที่ให้พระองค์พอพระทัยต่อเรา

เชคริฎอ อะหมัด สมะดี


ผลการดูจันทร์เสี้ยวเริ่มต้นเดือนศ่อฟัร ฮ.ศ.1448 (ทัศนะเดือนสากล)
-------------------+
สืบเนื่องจากคณะกรรมการติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยวตามปฏิทินอิสลามแห่งประเทศไทย (คตจ.) ได้ติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยว(หิล้าล)ของเดือนศ่อฟัร ประจำปี ฮ.ศ.1448 ในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2569 (ซึ่งตรงกับ 29 มุฮัรรอม 1448) แล้ว

ปรากฏว่า #มีรายงานการเห็นจันทร์เสี้ยว(หิล้าล)ที่ประเทศอียิปต์
ดังนั้น

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2569 จึงเป็นวันที่ 1 ศ่อฟัร ฮ.ศ.1448

คณะกรรมการติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยวตามปฏิทินอิสลามแห่งประเทศไทย (คตจ.)


ผลการดูจันทร์เสี้ยวเริ่มต้นเดือน #ร่อบีอุ้ลเอาวัล ฮ.ศ.1448 (ทัศนะเดือนสากล)
--------------------------------------------
สืบเนื่องจากคณะกรรมการติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยวตามปฏิทินอิสลามแห่งประเทศไทย (คตจ.) ได้ติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยว(หิล้าล)ของเดือนร่อบีอุ้ลเอาวัล ประจำปี ฮ.ศ.1448 ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2569 (ซึ่งตรงกับ 29 ศ่อฟัร 1448) แล้ว ปรากฏว่า #ไม่มีรายงานการเห็นจันทร์เสี้ยว(หิล้าล) ทั้งในและต่างประเทศ

ดังนั้น วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2569 จึงเป็นวันที่ 30 ศ่อฟัร ฮ.ศ.1448
และ วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2569 เป็นวันที่ 1 ร่อบีอุ้ลเอาวัล ฮ.ศ.1448

คณะกรรมการติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยวตามปฏิทินอิสลามแห่งประเทศไทย (คตจ.)


ผลการดูจันทร์เสี้ยวเริ่มต้นเดือน #ร่อบีอุ้ลอาคิร ฮ.ศ.1448 (/ทัศนะเดือนสากล)
--------------------------------------------
สืบเนื่องจากคณะกรรมการติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยวตามปฏิทินอิสลามแห่งประเทศไทย (คตจ.) ได้ติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยว(หิล้าล)ของเดือนร่อบีอุ้ลอาคิร ประจำปี ฮ.ศ.1448 ในวันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ.2569 (ซึ่งตรงกับ 29 ร่อบีอุ้ลเอาวัล 1448) แล้ว ปรากฏว่า #ไม่มีรายงานการเห็นจันทร์เสี้ยว(หิล้าล) ทั้งในและต่างประเทศ

ดังนั้น วันเสาร์ที่ 12 กันยายนม พ.ศ.2569 จึงเป็นวันที่ 30 ร่อบีอุ้ลเอาวัล ฮ.ศ.1448
และ วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ.2569 เป็นวันที่ 1 ร่อบีอุ้ลอาคิร ฮ.ศ.1448

คณะกรรมการติดตามผลการดูจันทร์เสี้ยวตามปฏิทินอิสลามแห่งประเทศไทย (คตจ.)


139
ดุอาอฺเราะมะฎอน ebook

:: ฟรี !!! Ebook ดุอาอฺเราะมะฎอน
รวมดุอาอฺที่จะอ่านในทุกวันของเดือนเราะมะฎอน
เพราะดุอาอฺคือ การงานที่เราต้องให้ความสำคัญ
.
Ebook ดุอาอฺเราะมะฎอน
โดยเชคริฎอ อะหมัด สมะดี หะฟิเซาะฮุลลอฮฺ
(รวบรวมข้อมูลจากเพจ อิสลามอินไทยแลนด์.org)
.
โหลดฟรี: https://drive.google.com/file/d/1aEsQ1HMoFOte47ug_Id8MCav3S_ExZ4R/view?…

.
อ่านEbook
https://anyflip.com/nbkde/tvdn/
.
Ebookในคลัง
https://anyflip.com/bookcase/brojd
#ดุอาอฺ #กุรอาน #เราะมะฎอน
جزاه الله خيرا
@Muhammadyasin Lemman

231
ร่อมะฎอน... เดือนแห่งการเปิดประตูสวรรค์และสำรวจอีมาน (สู่อีมานที่มั่นคง 99)

**การต้อนรับเดือนร่อมะฎอน อีหม่าน และการปฏิบัติอิบาดะฮ์**

80
การพึ่งพาอัลลอฮฺในการสร้างอีหม่านที่มั่นคง (สู่อีมานที่มั่นคง 74)

สู่อีหม่านที่มั่นคง ตอนที่ 74 การพึ่งพาอัลลอฮฺในการสร้างอีหม่านที่มั่นคง

115
ทะเลทรายแห่งความโง่เขลา

มีการกล่าวถึงผู้ที่โง่เขลาว่าเป็น "ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากความรู้" ราวกับว่ามีระยะห่างระหว่างตัวเขากับความรู้ และสำหรับผู้ที่สติปัญญาว่างเปล่าจากความรู้แต่ตระหนักถึงคุณค่าของมัน เขาจะมองเห็นว่าระหว่างตัวเขากับผู้รู้นั้นเปรียบเสมือนทะเลทรายอันกว้างใหญ่ และมองเห็นผู้รู้เป็นดั่งโอเอซิสที่อุดมสมบูรณ์อยู่ ณ ที่ไกลลิบตา พร้อมกับความปรารถนาที่จะข้ามผ่านทะเลทรายนั้นไปให้ถึง...

เขียนโดย ชัยคฺริฎอ อะหฺมัด สมะดี

65
ดุอาอฺขอทางนำที่ง่ายดาย

ท่านนบี ﷺ จะกล่าวในดุอาอฺของท่านว่า

 واهدني ويسر الهدى لي   
- วะหฺดินียฺ วะยัซซิริลฮุดาลียฺ -

394
ต้องต่อต้านผู้ที่ต่อต้านหนทางของอัลลอฮฺ (สู่อีมานที่มั่นคง 69)

สู่อีหม่านที่มั่นคง
ตอนที่ 69 ต้องต่อต้านผู้ที่ต่อต้านหนทางของอัลลอฮฺ

149
ระวังพฤติกรรมต่อต้านอัลลอฮฺและร่อซูล (สู่อีมานที่มั่นคง 68)

สู่อีหม่านที่มั่นคง  ตอนที่ 68   โดย เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

126
ผลการดูหิล้าลปี ฮ.ศ.1447 (พ.ศ.2568-69)

แถลงการณ์หมายเลข 4701
ผลการดูจันทร์เสี้ยวเริ่มต้นเดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ.1447 
(ทัศนะเดือนสากล)
--------------------------

437
การถือศีลอดใน 10 วันอันประเสริฐ

เราะต้องเข้าใจก่อนว่า การถือศีลอด จะถือได้แค่เฉพาะวันที่ 1-9 ซุลฮิจญะฮฺ เพราะวันที่ 10 เป็นวันอีด ห้ามถือศีลอด
---

233
หนังสือ หลากหลายคำถามที่นำชาวชีอะฮฺสู่สัจธรรม

ผู้เขียน สุลัยมาน บินศอลิหฺ อัลคอรอซียฺ

ผู้แปล อัดนาน ฮารูน

จัดพิมพ์โดย สมาพันธ์เครือข่ายผู้รักอะหฺลุลบัยตฺและศ่อฮาบะฮฺ

ดาวน์โหลดหนังสือ : qa4sheeah.pdf

 

65
ผลการดูหิล้าลปี ฮ.ศ.1446 (พ.ศ.2567-68)

แถลงการณ์หมายเลข 4601
ผลการดูจันทร์เสี้ยวเริ่มต้นเดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ.1446 
(ทัศนะเดือนสากล)

336

Pagination

  • Page 1
  • Page 2
  • Page 3
  • Page 4
  • Page 5
  • Page 6
  • Page 7
  • Page 8
  • Page 9
  • …
  • Next page ››
  • Last page Last »

Recent content

ตัฟซีรซูเราะฮฺฮูด 23 (อายะฮฺ 35-37 นบีนูหฺ)
ตัฟซีรซูเราะฮฺฮูด 23 (อายะฮฺ 35-37 นบีนูหฺ) | 22/9/69
1889 อ่านอัลกุรอาน อุทิศผลบุญให้ผู้เสียชีวิตได้ไหม
ถ้าอยากเข้าสวรรค์ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต
ตัฟซีรซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 55 (อายะฮฺ 108-109)
ตัฟซีรซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 55 (อายะฮฺ 108-109)

#tag

สารธรรมยามเย็น
หะดีษเศาะฮี้ฮฺอัลบุคอรียฺ
ภาษาอาหรับ
ละหมาดดุฮา
🎧 ไฟล์เสียง-วีดีโอ 
🎬 คลิปสั้น 
📝 บทความ 
📚 หนังสือ 
❓ ตอบปัญหา 
🕐 เวลาละหมาด 
🧮 การคำนวณเวลาละหมาด 
📅 ปฏิทินอิสลาม 
💬 ข้อความเตือนใจ 
📺 White Channel 
🤲 อายะฮฺและดุอาอฺไล่ญิน 
🌙 ผลการดูจันทร์เสี้ยวต้นเดือน 
📿 ดุอาอฺและซิกรุลลอฮฺ 

⚠️ แจ้งปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ 

หนังสือ 

Top content

  • DMS1066
  • อัลกุรอาน
  • การคำนวณเวลาละหมาด / ปฏิทินอิสลาม
  • อิบาดะฮฺที่สวยงามคือเป้าหมายของอัลอิสลาม (สู่อีมานที่มั่นคง 73)
  • ดุอาอฺและซิกรุลลอฮฺ
  • ตัฟซีรซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 58 (อายะฮฺ 114-117)
  • ถ่อมตนในการแสวงหาสัจธรรม

ปฏิทินบรรยาย

islaminthailand | ต่อยอดความคิด นำชีวิตด้วยอิสลาม

Main navigation

  • Home
  • Youtube
  • facebook
  • x
  • IG
  • threads
  • ฟัง mp3
  • TikTok

© 2026 islaminthailand.org